Section outline

  •               ความหมายของรัฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ตามรูปศัพท์ในทางภาษาอังกฤษใช้คำว่า Political Science มีคำที่ใช้เป็นไวพจน์ซึ่งกันและกัน และมีความหมายใกล้เคียงกันคือ Politics และ Government ซึ่งแปลว่า “การเมือง” และ “การปกครอง” คำว่า “รัฐศาสตร์” ที่ใช้ในภาษาอังกฤษว่า Political Science มาจากภาษาเยอรมัน คือ สตาตสวิสเซนชาฟต์ (STAATSWISENCHAFT) แปลตามตัวอักษรว่า “ศาสตร์แห่งรัฐ” โดยคำว่า “STAAT” แปลว่า “รัฐ” และ “SWISSENCHAFT” แปลว่า “วิทยาการ” ซึ่งเพิ่งมีขึ้นในศตวรรษที่ 18 และ 19 คือประมาณ 200 ปีที่ผ่านมา รัฐศาสตร์ (Political Science) ตามรูปศัพท์เป็นภาษาสันสกฤต ภาษาบาลี ใช้คำว่า “รัฐปสาสนะ” คำว่า “รัฐ” ในภาษาบาลีหมายถึง “ราชธานี” หรือ “พระนคร” ทั้งนี้รวมถึงทั้งด้านภูมิศาสตร์และด้านประชากรที่อยู่รวมกันภายในรัฐด้วย คำว่า “ศาสตร์” หรือ “สาสนะ” หมายถึง คำสอน หรือวิทยาการความรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อรวมสองศัพท์เข้าด้วยกัน จึงเป็น “รัฐศาสตร์” หมายถึง ศาสตร์หรือคำสอนเกี่ยวกับแคว้น ประเทศ เมือง หรือนคร ซึ่งรวมถึงองค์ประกอบของรัฐ ได้แก่ พลเมือง ผู้ปกครอง อาณาเขต และอำนาจอธิปไตยด้วย http://e-book.ram.edu/e-book/inside/html/dlbook.asp?code=PS103พระพุทธองค์ทรงดำรัสถึงอำนาจการปกครอง คือ “อะหัง ภิกขุสังฆัง ปริหริสสามิ” เราจะปกครองสงฆ์ (หมู่คณะหรือสังคมภิกษุทั้งหมด) และ “ภิกษุทั้งหลาย ในกาลล่วงไปแห่งเรา (พระพุทธเจ้า) พระธรรมวินัยจักเป็นศาสดาของเธอ” แสดงถึงกฎระเบียบและหลักการในการปกครองสงฆ์ของพระองค์ ซึ่งการปกครองในทางพระพุทธศาสนาจะมุ่งในการปกครอง 3 ระดับ คือ 1. ระดับต้น หมายถึงระดับตนเอง คือ ควบคุมรักษาตนเอง 2. ระดับกลาง หมายถึงระดับคนอื่น คือ สมาคม องค์กร ในการปฏิสัมพันธ์ 3. ระดับสูง หมายถึงระดับสังคม ประเทศชาติ นานาชาติ และระดับโลก คือ มนุษยชาติทั้งมวล ให้ได้รับประโยชน์และความสงบสุขในการอยู่ร่วมกัน หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาสามารถบูรณาการบริหารจัดการ การเมืองการปกครอง  เมื่อว่าตามคำนิยามและหน้าที่ของนักบริหารดังกล่าวมานี้ เราต้องยอมรับว่า หลังจากตรัสรู้ในวันเพ็ญกลางเดือน 6 ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ตามลำพังพระองค์เดียว ในขั้นนี้ยังไม่มีการบริหารในพระพุทธศาสนา การบริหารเกิดขึ้น เมื่อมีสมาชิกใหม่เข้ามาในพระพุทธศาสนา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ 2 เดือน นั่นคือ เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา แก่พระปัญจวัคคีย์ในวันอาสาฬหบูชา ท่านอัญญาโกณฑัญญะได้ด้วงตาเห็นธรรมแล้วขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงประทานการอุปสมบทแก่ท่านอัญญาโกณฑัญญะด้วยพุทธดำรัสว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” เราจะเห็นไดว่าในพุทธดำรัสนี้ มีการกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการอุปสมบทไว้ชัดเจนว่า “เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” นั่นหมายถึงว่า มีการกำหนดวัตถุประสงค์ส่วนตัวเพื่อให้สมาชิกใหม่ได้ปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน พระพุทธเจ้าทรงประสงค์ให้ผู้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนายุดเป้าหมายเดียวกัน คือ มุ่งปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นทุกข์ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในโอกาสอื่นว่า พรหมจรรย์ (การบวช) นี้ไม่ได้มีไว้สำหรับแสวงหาลาภสักการะและคำสรรเสริญ ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อศีล สมาธิ และปัญญาเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อเจโตวิมุตติหรือความหลุดพ้นแห่งจิต (ม. มู. 12/352/733)