Site blog

บุคคลทั่วไป

ตอนที่ ๑  ลักษณะทั่วไปของปรัชญาอินเดีย

พระครูศรีปัญญาวิกรม

หัวหน้าสาขาวิชาพระพุทธศาสนา

๑. บทนำ

              คำว่า ปรัชญาอินเดีย หมายเอาระบบความคิดทางปรัชญาทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศอินเดีย ไม่ว่าจะมีอยู่ในสมัยโบราณ หรือว่าสมัยใหม่ ทั้งที่มีสายมาจากฮินดู และมิใช่ฮินดู  ที่นับถือพระเจ้า และไม่นับถือพระเจ้า  ทำนองเดียวกันกับเมื่อเราพูดถึงปรัชญาจีน ปรัชญาญี่ปุ่น ปรัชญาตะวันตก ก็จะสื่อความรวมทั้งหมด  ไม่จำเพาะเจาะจงเอาเพียงสำนักใดสำนักหนึ่ง

              คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์สำคัญ ๆ อย่างพระไตรปิฎก คัมภีร์อรรถกถาทั่วไป ได้กล่าวถึงระบบความคิดทางปรัชญาของอินเดียไว้มากมายหลายสำนัก หลายลัทธิ  แสดงให้เห็นถึงร่องรอยพัฒนาการทางปรัชญา และประวัติศาสตร์ปรัชญาในดินแดนแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

              ปรัชญาอินเดีย เป็นปรัชญาที่มีเสน่ห์ เป็นปรัชญาที่เน้นคุณค่าของชีวิต และจิตวิญญาณ มีความลุ่มลึก และละเอียดลออ  ไม่แข็งกระด้างไปด้วยข้ออ้างและเหตุผลเหมือนอย่างปรัชญาตะวันตก  เพราะปรัชญาอินเดียนั้น ส่วนใหญ่เป็นปรัชญาที่มุ่งแสวงหาความจริง และความหลุดพ้น ไม่ใช่มุ่งแสวงหาความรู้เพียงเพื่อตอบสนองความสงสัยใคร่รู้ทางพุทธิปรัชญาอย่างเดียว เหตุนั้น รากศัพท์คำว่า ปรัชญา ในบริบทของชาวตะวันตก กับอินเดียจึงมีความแตกต่างกัน

              ตะวันตกมองปรัชญาเป็นกิจกรรมของการแสวงหาความรู้ รากฐานของศัพท์ปรัชญาจึงมุ่งเน้นไปที่เรื่องการแสวงหาความรู้ เครื่องมือสำคัญในการใช้แสวงหาความรู้จึงอยู่ที่ข้อมูลทางผัสสะ และชุดข้ออ้างเหตุผลสำเร็จรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ขณะที่ปรัชญาอินเดียมองปรัชญาเป็นเรื่องของการแสวงหาความจริง ความจริงที่ได้จากการแสวงหาจึงถือเป็นความรู้อันประเสริฐ เพราะเป็นความรู้ที่ทำให้มนุษย์ค้นพบตนเอง และอยู่เหนือพันธนาการทั้งปวง เป็นความรู้ที่จะทำให้มนุษย์เป็นอิสระ เข้าถึงความสุขอย่างแท้จริง

              ข้อแตกต่างดังกล่าวนี้  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักปรัชญาอินเดียส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์ชีวิตและประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของคนที่อยู่ในกลุ่มนักบวช ซึ่งเรียกกันในครั้งนั้นว่าสันยาสี และวนปรัสถ์  ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มคนที่ปล่อยวางชีวิตแบบโลก ๆ แล้ว เหตุดังกล่าวนี้ จึงมักเรียกปรัชญาอินเดียว่า สมณธรรม หรือ พราหมณธรรม ขณะที่นักปรัชญาตะวันตกส่วนใหญ่เป็นนักคิด นักวิชาการ นักการศึกษา ซึ่งดำเนินชีวิตและกิจกรรมแบบปกติโลก ๆ

๒. ขอบข่ายปรัชญาอินเดีย

              ปรัชญาอินเดีย เป็นคำกลาง ๆ มีขอบข่ายครอบคลุมถึงระบบปรัชญาทุกสำนักที่เกิดในอินเดีย ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด หากระบุเป็นสำนัก หรือระบบความคิด ก็เริ่มตั้งแต่ยุคพระเวทเป็นต้นมา กระทั่งถึงปรัชญาร่วมสมัย  ดังนั้นเพื่อให้มีเนื้อความแคบเข้า จึงนิยมใช้เวลาเป็นเครื่องกำหนดขอบเขต เช่น ปรัชญาอินเดียโบราณ ปรัชญาอินเดียร่วมสมัย เป็นต้น หรือถ้าต้องการให้แคบลงไปกว่านั้นอีก ก็ใช้วิธีระบุเป็นสำนัก ๆ ไป เช่น ปรัชญาพระเวท ปรัชญาอุปนิษัท ปรัชญาพุทธ ปรัชญาจารวาก ปรัชญาเชน เป็นต้น

              อย่างไรก็ตาม ในรายวิชานี้ ใช้คำว่า ปรัชญาอินเดียโบราณ เนื้อหารายละเอียดของรายวิชา กล่าวถึงปรัชญาอินเดียตั้งแต่ยุคแรกเริ่มที่พวกอารยันเข้าไปสู่ดินแดนที่เรียกว่า ชมพูทวีป กระทั่งเกิดวรรณกรรมสำคัญคือคัมภีร์พระเวท ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงคติความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม ตลอดจนแนวคิดต่าง ๆ ที่มนุษย์ในยุคนั้นมีต่อโลก ชีวิต และธรรมชาติแวดล้อม

              อิทธิพลของพระเวท ทำให้เกิดพัฒนาการหลาย ๆ ด้านในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ พัฒนาการทางด้านสติปัญญา ร่องรอยที่ปรากฏชัดเป็นรูปธรรมก็คือคัมภีร์อุปนิษัท คัมภีร์ภควัทคีตา กระทั่งการอุบัติขึ้นของพุทธปรัชญา และปรัชญาอื่น ๆ ทั้งในสายอาสติกะและนาสติกะ คือทั้งสายที่ยอมรับ และไม่ยอมรับนับถือคัมภีร์พระเวทในฐานะเป็นแม่บทของการตีความ หรือการอธิบายความต่าง ๆ  ขอบเขตของปรัชญาอินเดียสมัยโบราณมาสิ้นสุดลงในยุคปรัชญา ๖ สำนัก อันได้แก่ นยายะ ไวเศษิกะ สางขยะ โยคะ มีมางสา และเวทานตะ

๓. การแบ่งยุคปรัชญาอินเดีย

              การแบ่งยุคปรัชญาอินเดีย ปราชญ์ทั้งหลายยังมีความเห็นไม่ลงรอยกัน  เช่นกรณีของศาสตราจารย์ ดร.ราธกฤษณัน และโฮเรซ เอ.โรส อดีตเจ้ากรมวิชาการมานุษยวิทยาของอินเดีย แบ่งยุคปรัชญาอินเดียออกเป็น ๓ ยุค แต่โฮเรซ เอ.โรสเรียกชื่อยุคที่ ๓ ว่า ยุคอุปนิษัท ขณะที่ ดร.ราธกฤษณันเรียกว่า ยุคระบบทั้ง ๖  บางท่านก็แบ่งเป็นยุคพระเวท ยุคพราหมณะ และยุคฮินดู

              ศาสตราจารย์ ดร. สุนทร ณ รังษี ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าแบ่งยุคตามเกณฑ์ที่ ศาสตราจารย์ ดร.ราธกฤษณันแบ่งไว้ จะทำให้เห็นพัฒนาการของปรัชญาอินเดียได้ชัดเจนยิ่งขึ้น[๑]

              ดังนั้น  เพื่อประโยชน์ในการศึกษา ผู้เขียนขอยึดเอาแนวทางที่ ดร.ราธกฤษณันได้แบ่งไว้ดังนี้[๒]

              ๑. ยุคพระเวท (Vedic Period) เริ่มตั้งแต่เกิดมีพระเวทขึ้นในประวัติความคิดทางปรัชญาของอินเดีย กำหนดระยะเวลาตั้งแต่ประมาณ ๑,๕๐๐ ปี ถึง ๖๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล หรือประมาณ ๑,๐๐๐ ปี-๑๐๐ ปี ก่อนพุทธกาล เป็นยุคที่ชาวอารยันได้เข้ามาตั้งรกรากเป็นปึกแผ่นในประเทศอินเดีย ลักษณะเด่นของยุคนี้คือ พราหมณ์เป็นใหญ่[๓]  ผูกขาดอำนาจทางศาสนา เพราะพราหมณ์เป็นผู้ผูกขาดในคัมภีร์พระเวท ผูกขาดในพิธีกรรม เป็นชนชั้นเดียวที่สามารถติดกับเทพเจ้าเบื้องบนได้

              ๒. ยุคมหากาพย์ (Epic Period) เป็นยุคการเกิดขึ้นของมหากาพย์สำคัญ ๒ เรื่อง คือ มหากาพย์รามายณะ และมหากาพย์มหาภารตะ ยุคนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ราธกฤษณันได้แสดงทรรศนะเพิ่มเติมว่า เป็นยุคที่พระพุทธศาสนา และศาสนาเชนรุ่งโรจน์ เป็นคู่แข่งที่สำคัญของศาสนาพราหมณ์ ยุคนี้อยู่ในช่วงระหว่าง ๖๐๐ ปี ก่อนคริสตศักราช- คริสตศักราช ๒๐๐ หรือประมาณ ๑๐๐ ปี ก่อนพุทธกาลถึงราว พ.ศ.๗๐๐

              ๓. ยุคพระสูตร (Sutra Period) ยุคนี้นับระยะเวลาตั้งแต่คริสตศักราช ๒๐๐ เป็นต้นมา หรือประมาณ พ.ศ.๗๐๐ เป็นยุคที่พราหมณ์พัฒนาคำสอนเป็นฮินดู เหตุที่เรียกว่ายุคพระสูตรเป็นเพราะว่า เป็นยุคที่มีการรวบรวมปรัชญาที่แฝงอยู่ในคัมภีร์พระเวทและมหากาพย์ให้อยู่ในรูปของพระสูตร คือบทย่อความหรือจับประเด็นให้เป็นเรื่องสั้น ๆ อย่างกระชับเพื่อเข้าใจง่าย[๔] บางครั้งก็เรียกยุคนี้ว่ายุคปรัชญา ๖ สำนัก เพราะเป็นยุคที่เกิดปรัชญา ๖ สำนัก ได้แก่ นยายะ ไวเศษิกะ สางขยะ โยคะ มีมามสา เวทานตะ

              ๔. ยุคปรัชญาจารย์ (Scholastic Period) ยุคนี้อยู่ช่วงระหว่าง ค.ศ.๒๐๐ หรือ พ.ศ.๗๐๐ เช่นเดียวกับยุคที่ ๓ แต่ที่ท่านแยกออกมาต่างหากเพราะลักษณะและกระบวนการทางปรัชญาต่างจากยุคพระสูตร กล่าวคือ นักปรัชญาในยุคนี้ไม่ได้สร้างระบบความคิดทางปรัชญาขึ้นมาใหม่ หากแต่เน้นที่การวิเคราะห์ ตีความคัมภีร์พระเวทและอุปนิษัทเสียเป็นส่วนใหญ่ เหตุนั้น บางครั้งท่านจึงเรียกยุคนี้ว่าเป็นยุคอรรถกถา

๔. วิธีการของปรัชญาอินเดีย

วิธีการที่กล่าวถึงในที่นี้  หมายถึงรูปแบบของการอุบัติ หรือวิธีก่อตัวการของปรัชญาอินเดีย และรวมเลยไปถึงวิธีการในการนำเสนอปรัชญาของปราชญ์ชาวอินเดียโดยภาพรวม มีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งเมื่อสรุปแล้ว จะได้รูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ๓ ประการ คือ[๕]

๑.ปูรวปักษ์ (Pûrvapakşa) หมายถึง การโจมตี หรือชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อน หรือข้อบกพร่องของทัศนะฝ่ายตรงกันข้ามกับตน

๒. ขัณฑนะ (Khandana) หมายถึง การวิพากษ์ วิจารณ์ด้วยเหตุด้วยผลถึงข้อบกพร่อง หรือจุดอ่อนของฝ่ายตรงกันข้าม

๓. อุตตรปักษ์  (Uttarapakşa) หรือ สิทธานตะ (Siddhãnta) หมายถึง การหยิบทัศนะของตนขึ้นมาแสดง เพื่อชี้ให้เห็นว่าของตนถูกต้อง หรือสมบูรณ์อย่างไร

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองพิจารณาพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกอันได้แก่ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร[๖]  พระสูตรนี้ถือว่าเป็นพระสูตรแรกที่ประกาศหลักการใหญ่ของพระพุทธศาสนา นั่นคืออริยสัจ ๔

จะเห็นว่า เบื้องต้นของพระสูตร ไม่ได้เริ่มด้วยการแสดงว่า อริยสัจ ๔ คืออะไร หากแต่ทรงแสดงถึงที่สุดโต่ง ๒ ทางอันบรรพชิตไม่ควรเสพ ได้แก่ กามสุขัลลิกานุโยค คือการหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย และอัตตกิลมัตถานุโยค คือการประกอบความลำบากเดือนร้อนแก่ตน ซึ่งอินเดียในยุคนั้นถือว่ามีการบำเพ็ญตบะชนิดนี้มาก และพระพุทธเจ้าของเราก่อนที่จะได้ตรัสรู้ ก็เคยทดลองมาแล้วถึงกับทรงเกือบเอาชีวิตไม่รอด

ที่ทรงเริ่มต้นพระสูตรเช่นนี้แหละที่เรียกว่า ปูรวปักษ์ คือการยกจุดบกพร่องของลัทธิฝ่ายตรงกันข้ามมานำเสนอก่อน จากนั้นก็วิพากษ์วิจารณ์ในเชิงเหตุผลว่ามีจุดอ่อน หรือจุดบกพร่องอย่างไร ซึ่งบาลีตอนนี้ ได้พรรณนาถึงจุดบกพร่องไว้สั้น ๆ ว่า เป็นของต่ำทราม เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ นำมาซึ่งความทุกข์ การวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะนี้แหละเรียกว่า ขัณฑนะ สุดท้ายจึงเริ่มแสดงหลักมัชฌิมาปฏิปทาอันเป็นปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อการรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ เป็นหนทางที่ทำให้เกิดจักษุ เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง และเป็นไปเพื่อพระนิพพาน กระบวนการในตอนท้ายนี้เรียกว่า อุตตรปักษ์ หรือสิทธานตะ คือการเสนอทัศนะที่ถูกต้องเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับสังคม

๕. ระบบต่าง ๆ ของปรัชญาอินเดีย

              คำว่า ระบบที่กล่าวถึงข้างต้นนี้ ใช้ในความหมายเดียวกันกับ สำนัก หรือ สาย ปรัชญา ปรัชญาอินเดียแบ่งระบบ หรือสำนักปรัชญาออกเป็น ๒ สายใหญ่ ๆ คือ

              ๑. สายอาสติกะ หมายถึง สำนักปรัชญาที่ยอมรับนับถือพระเวทในฐานะเป็นปรัชญาแม่บทในการอธิบายความคิดทางปรัชญา ประกอบด้วย ๖ สำนักปรัชญาต่อไปนี้ คือ มีมามสา เวทานตะ สางขยะ โยคะ นยายะ และไวเศษิกะ

              ในบรรดาปรัชญาทั้ง ๖ สำนักนี้ แม้ทั้งหมดจะยอมรับนับถือพระเวทเหมือนกัน แต่มีทัศนะในเรื่องพระเจ้าแตกต่างกันออกไป จึงแยกออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่เชื่อในพระเจ้าในฐานะเป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่ง กลุ่มนี้ประกอบไปด้วย นยายะ,ไวเศษิกะ, โยคะ, และเวทานตะ ส่วนกลุ่มที่สองคือกลุ่มที่ไม่เชื่อพระเจ้าว่าเป็นผู้สร้างโลก ซึ่งประกอบไปด้วย มีมามสา และสางขยะ

              นอกจากการแบ่งกลุ่มในลักษณะดังกล่าวแล้ว ยังมีการแบ่งอีกลักษณะคือ กลุ่มที่ยึดพระเวทโดยเคร่งครัดในการอธิบายความทางปรัชญา กลุ่มแรกนี้ประกอบไปด้วย มีมามสา และเวทานตะ  กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่อธิบายความโดยอิสระตามทัศนะของตน ไม่ยึดพระเวทตายตัวเหมือนกลุ่มแรก กลุ่มนี้ประกอบไปด้วยสางขยะ, โยคะ,นยายะ,ไวเศษิกะ[๗]

๒. สายนาสติกะ หมายถึง สาย หรือสำนักปรัชญาที่ปฏิเสธไม่ยอมรับนับถือพระเวทในฐานะเป็นปรัชญาแม่บท สายนี้ประกอบไปด้วย พุทธ จารวาก และเชน

๖. สรุปท้ายบท

          ปรัชญาอินเดียส่วนใหญ่เป็นปรัชญาชีวิต[๘] แม้จะมีการพูดถึงโลก หรือจักรวาล หรือสิ่งภายนอกอื่น ๆ บ้าง แต่เป้าหมายมีอยู่ชัดเจน คืออยู่ที่ให้ความเข้าใจนั้นเป็นไปเพื่อพัฒนาชีวิตให้ถึงเป้าหมายสูงสุดซึ่งถือว่าเป็นบรมสุข ปรัชญาอินเดียส่วนใหญ่จึงมีแนวโน้มเป็นปรัชญาศาสนา คือมีรากฐานมาจากคำสอนทางศาสนา กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญหาทางศาสนาเป็นตัวปลุกเร้าทำให้เกิดความคิดทางปรัชญา

          อนึ่ง มีท่านผู้รู้ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับลักษณะร่วมของปรัชญาอินเดีย สรุปได้ดังนี้[๙]

๑.  ปรัชญาอินเดียเป็นปรัชญาชีวิต ความคิดทางปรัชญามีคุณค่าก็ต่อเมื่อสามารถนำมkประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น

๒.  ปรัชญาอินเดียทุกระบบ เกิดจากความไม่พึงพอใจต่อสถานภาพความเป็นอยู่ของชีวิต ชีวิตนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ นักปราชญ์จึงพยายามแสวงหาวิธี หรือหนทางที่จะดับทุกข์นั้น

๓.  ปรัชญาอินเดียทุกสำนักเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม ทั้งในลักษณะที่เป็นกฎแห่งจักรวาล กฎแห่งเหตุผล และกฎศีลธรรม

๔.  ปรัชญาอินเดียทุกสำนักเชื่อว่า อวิทยา หรืออวิชชาเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์

๕.  ปรัชญาอินเดียทุกสำนักเชื่อว่า การบำเพ็ญสมาธิและวิปัสสนาโดยพิจารณาสิ่งต่าง  ๆ ให้ตรงตามความเป็นจริง เป็นทางที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์

๖.  ปรัชญาอินเดียทุกสำนักเห็นว่า การควบคุมตนเอง หรือการควบคุมจิตไม่ให้เป็นไปตามอำนาจแห่งตัณหา หรือกิเลส เป็นทางที่จะทำให้จิตไม่เศร้าหมอง เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง ย่อมสามารถบรรลุความสุขนิรันดร์ได้

๗.  ปรัชญาอินเดียทุกสำนักเชื่อว่า ความหลุดพ้นเป็นสิ่งที่สามารถเป็นไป และวิธีการก็อาจมีหลากหลาย

๗. คำถามท้ายบท

          ๑. นักปรัชญาอินเดียกับนักปรัชญาตะวันตกมองปรัชญาแตกต่างกันอย่างไร ?

          ๒. นักปราชญ์ทั้งหลายกำหนดขอบเขตปรัชญาอินเดียโบราณไว้อย่างไร ? จงอภิปราย

          ๓. ปรัชญาอินเดียแบ่งออกเป็นกี่ยุค อะไรบ้าง ? แต่ละยุคกำเนิดแนวคิดปรัชญาที่สำคัญอย่างไรบ้าง

          ๔. วิธีการทางปรัชญาของอินเดียมีเอกลักษณ์พิเศษ หรือเฉพาะอย่างไรบ้าง ?  จงอภิปราย

          ๕. ปรัชญาอินเดียมีการแบ่งระบบหรือสายปรัชญาอย่างไรบ้าง ? จงชี้แจงรายละเอียด

          ๖. ลักษณะร่วมของปรัชญาอินเดียมีอะไรบ้าง ? จงอธิบายความพอสังเขป

 

 



          [๑] สุนทร ณ รังษี. ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและลัทธิ. (กรุงเทพ ฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๗),หน้า ๔.

 

            [๒] Radhakrishnan. Indian Philosophy.Vol.1. (London : George Allen&Unwin LTD,1971), pp.57-58.

          [๓] สุมาลี มหณรงค์ชัย. ฮินดู-พุทธ จุดยืนที่แตกต่างกัน. (กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, ๒๕๔๖), หน้า ๒๙.

 

          [๔] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๗.

 

          [๕] S. Chatterjee, D.M. Datta. An Introduction to Indian Philosophy. (India : University of Calcutta,1984), p.4.

          [๖] วิ.มหา. (ไทย) ๔/๑๓/๒๐.

 

          [๗] S. Chatterjee, D.M. Datta. op.cit., p.7.

 

          [๘] ศาสตราจารย์ ดร.ราธกฤษณันใช้คำว่า Philosophy in India is essentially spiritual. ดู Radhakrishnan. Indian Philosophy Vol.1, op.cit. p24.

 

          [๙] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน สุนทร ณ รังษี. ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและลัทธิ. อ้างแล้ว,หน้า ๘